คุณประโยชน์ที่ได้รับจากการดื่มไวน์แดง

ไวน์ เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งเกิดจากการหมักน้ำตาลในองุ่น แบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ คือ ไวน์ขาว (White wine) และไวน์แดง (Red wine) ไวน์ที่ได้จากการผสมระหว่างไวน์ 2 ชนิดเรียก ไวน์สีกุหลาบ (Rose wine) หรือ ไวน์สีชมพู (Pink wine) ส่วนไวน์ที่มีการอัดก๊าซลงไปจะเรียกว่า สปาร์กลิงไวน์ (Sparkling wine) ซึ่งสปาร์กลิงไวน์ที่เป็นที่รู้จักกันดีคือ แชมเปญ (Champagne) เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าไวน์เป็นเครื่องดื่มที่มีมาหลายร้อยปีแล้ว และมีการค้นพบโถโบราณบรรจุเมล็ดองุ่นไร่ซึ่งมีอายุนับเนื่องขึ้นไปกว่า 8,000 ปี ก่อนคริสตกาล

ไวน์แดง เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เป็นไวน์ชนิดหนึ่งซึ่งวัตถุดิบที่ใช้ผลิตคือ องุ่นดำ ซึ่งมีรงควัตถุของเปลือกองุ่น เป็นสารประเภทแอนโทไซยานิน ทำให้ไวน์มีสีแดง ซึ่งกรรมวิธีการผลิตไวน์แดง เป็นการนำองุ่นที่บดแล้วมาหมัก (fermentation) ทั้งเปลือกที่อุณหภูมิที่ 24-29 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 4 – 6 วัน จนกระทั่งบริกซ์ (birx) ลดลงเป็น 2-4 การนำองุ่นมาหมักทั้งเปลือกจะเป็นการสกัดสี กลิ่น รส และแทนนินออกจากเปลือกองุ่น หลังจากหมักเสร็จแล้วจะแยกเปลือกองุ่นออกจากไวน์ และไวน์แดงคุณภาพสูงต้องมีความสมดุลระหว่างความเป็นกรด ความฝาด ปริมาณแอลกอฮอล์ และกลิ่นรสของผลไม้

ประโยชน์ของการดื่มไวน์แดง

1.ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ : การศึกษาจำนวนมากแสดงให้เห็นว่าไวน์แดงมีสาร Resveratrol ที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเลือด โดยการไปเพิ่ม HDL และเป็นการป้องกันไม่ให้เลือดเกาะกันเป็นก้อน
2.คุณสมบัติป้องกันมะเร็ง : มีหลักฐานว่า เรสเวราทรอลลดอนุมูลอิสระและลดอัตราการเกิดมะเร็งในสัตว์ทดลอง รวมทั้งลดการเจริญเติบโตของมะเร็งในถาดเพาะเชื้อได้ นอกจากนั้นยังลดสารเอ็นเอฟ แคปปา บี ซึ่งเป็นโปรตีนซึ่งสร้างโดยระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกกระตุ้นอีกด้วย
3.คุณสมบัติ Anti aging : หน้าตาของผู้หญิงฝรั่งเศสมีความสวยงามเนื่องจากไวน์แดง เพราะสารต้านอนุมูลอิสระในไวน์แดงช่วยป้องกันร่างกายจากความเสียหายจากอนุมูลอิสระและจะชะลอกระบวนการชรา
4.ช่วยย่อย : มีการศึกษาพบว่าการดื่มไวน์แดงกับอาหารดังกล่าวช่วยลบล้างสารเหล่านี้ในอาหารได้ถึงร้อยละ 60-70 ดังนั้นความสามารถในการช่วยการทำลายสารเหล่านี้ก็เป็นประโยชน์ในการย่อยอาหาร
5.ช่วยในการจัดการความเครียด : ไวน์แดงเป็นยากล่อมประสาทชนิดหนึ่ง และสามารถช่วยผู้ที่มีความผิดปกติทางประสาทหรือผู้ที่ประสบความวิตกกังวลต่างๆ และลดความเครียด
6.ป้องกันโรคความจำเสื่อม : นักวิจัยพบว่าไวน์แดงช่วยลดความจำเสื่อมได้ โดยสาร resveratrol ในไวน์แดง มีผลในการป้องกันการเสื่อมของสมอง แต่ไม่ได้ทำการทดสอบในมนุษย์
7.สุขภาพเหงือกและฟัน : ไวน์แดงมีคุณสมบัติต่อต้านแบคทีเรียในช่องปาก มีคุณสมบัติช่วยในการต้านการอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียของเหงือก

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับเครื่องดื่มไวน์


ไวน์ คือน้ำองุ่นที่นำมาหมักด้วยเชื้อยีสต์ ซึ่งจะเปลี่ยนน้ำตาลในองุ่นไปเป็นแอลกอฮอล์ ซึ่งไวน์สามารถทำได้จากการหมักน้ำผลไม้ชนิดต่างๆ ในประเทศไทยมีความนิยมดื่มไวน์กันมากขึ้นทำให้มีการนำเข้าไวน์จากต่างประเทศมีมูลค่าหลายร้อยล้านบาทต่อปีทั้งที่ประเทศไทยก็สามารถผลิตไวน์ได้เองเพราะมีผลไม้มากมายหลายชนิดที่มีตลอดทั้งปี
ซึ่งการผลิตไวน์ก็เป็นแนวทางหนึ่งในการแปรรูปผลไม้ที่มีมากจนล้นตลาดอีกทั้งยังเป็นการสร้างมูลค่าให้กับผลไม้สูงขึ้น ทั้งนี้การเลือกผลไม้ในผลิตไวน์นั้นจะต้องคำนึงถึงความเป็นกรดของผลไม้แต่ละชนิดเพราะมีกรดที่แตกต่างกันโดยที่ผลไม้ที่จะนำมาผลิตไวน์ต้องมีกรดในปริมาณที่เหมาะสม ประมาณ 0.5 – 0.7 % ระดับความเป็นกรด-ด่าง ระหว่าง 3.3 – 4.5 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของไวน์
สำหรับชนิดของไวน์สามารถจำแนกออกได้ป็นดังนี้
1.ไวน์โต๊ะ ที่ทำจากน้ำองุ่นหมักตามธรรมชาติหรืออาจเติมน้ำตาลหรือยีสต์ลงไป แอลกอฮอล์ในไวน์มีตั้งแต่ร้อยละ7-15
2.ไวน์แรง เป็นเหล้าองุ่นปริมาณแอลกอฮอล์ร้อยละ 16-23โดยการเติมแอลกอฮอล์ในระหว่างการผลิต
3.ไวน์ซ่าหรือเหล้าองุ่นอัดลม ได้แก่ แชมเปญ เหล้าองุ่นอัดลมมักเป็นเหล้าองุ่นขาวมีปริมาณแอกลกอฮอล์ใกล้เคียงกับไวน์โต๊ะ ที่มีความซ่าเกิดจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
4.ไวน์ปรุงแต่งที่นำมาปรุงแต่งรสด้วยเครื่องเทศ สมุนไพร และผลไม้เพื่อให้ได้รสชาติและกลิ่นเฉพาะตัว

สำหรับการผลิตไวน์เพื่อให้ได้คุณภาพของไวน์ที่ดีคือ น้ำผลไม้และยีสต์ เพราะยีสต์จะเปลี่ยนน้ำตาลในน้ำผลไม้ให้เป็นแอลกอฮอล์
จะเห็นได้ว่าไวน์ ถือเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากสภาพสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงไป รสนิยมแบบตะวันตกที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น รวมทั้งผู้คนมีรสนิยมในการดื่มไวน์มากขึ้น จากเมื่อก่อนไวน์จะอยู่เฉพาะในกลุ่มคนไม่มากนัก อย่างเช่น นักธุรกิจหรือผู้ที่ชอบดื่มไวน์เท่านั้น เมื่อสังคมเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงจึงมีร้านไวน์ ที่ต้องการเสริมอรรถรสในการดื่มไวน์ ตามรสนิยมของผู้คนทุกประเภทมากขึ้น

ความนิยมดื่มไวน์ผลไม้คุณภาพเยี่ยม

ไวน์ กำลังเป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจากผู้ประกอบการไทย เพราะเรามีแหล่งวัตถุดิบ ผลไม้ท้องถิ่นรสชาติแสนอร่อยกระจายอยู่ทุกภูมิภาค ซึ่งการจะประสบความสำเร็จจากธุรกิจนี้นั้นต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง นอกจากความเชี่ยวชาญในการผลิตแล้ว ยังต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องภาษีอย่างถูกต้องด้วย ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการนำเข้าหรือผลิตเพื่อจำหน่ายทั้งในไทยและต่างประเทศ ล้วนเป็นวงจรที่เกี่ยวข้องกับภาษีทั้งสิ้น ไวน์เป็นเครื่องดื่มที่ได้จากการหมักผลไม้ เช่น องุ่นทำให้เกิดแอลกอฮอล์ผสมอยู่ ไวน์มีต้นกำเนิดในศตวรรษที่ 19 เมื่อมีการค้นพบว่าเชื้อราขนาดเล็กหรือยีสต์ สามารถเปลี่ยนน้ำตาลในผลไม้ให้เป็นแอลกอฮอล์ได้โดยมีปฏิกิริยาค่อนข้างซับซ้อน ผลไม้ที่นำมาผลิตเป็นไวน์ในยุกแรกคือองุ่น เนื่องจากการหมักน้ำองุ่นให้เป็นไวน์นั้นเป็นกระบวนการทางธรรมชาติ

การผลิตไวน์ผลไม้

โดยทั่วไปเริ่มจากการเตรียมน้ำผลไม้ โดยต้องแยกเอาวัตถุดิบที่เสียหรือมีตำหนิ แยกส่วนก้านใบและเมล็ดออก คงเหลือไว้แต่น้ำผลไม้ เนื้อผลไม้ เปลือก การบีบคั้นอาจจะใช้วิธีธรรมดาหรือใช้ความร้อนเข้าช่วย น้ำผลไม้ที่ได้จะนำมาเตรียมเพื่อผสมส่วนอื่นต่อไป ควรเก็บในภาชนะที่สะอาดและมีฝาปิดมิดชิด การผลิตไวน์ที่ดีควรมีการตรวจสอบปริมาณน้ำตาล และกรดในวัตถุดิบที่จะนำมาผลิตเสียก่อน เพราะผลไม้แต่ละชนิดในแต่ละฤดูกาลจะมีองค์ประกอบของน้ำตาลและกรดที่แตกต่างกัน ระดับความหวานถ้ามากหรือน้อยเกินไปจะมีผลต่อการเจริญเติบโตของเชื้อยีสต์

การบ่มไวน์ในถังไม้โอ๊กจะนิยมมากสำหรับไวน์บางชนิด

เนื่องจากไม้จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สี กลิ่น รสชาติและความเข้มข้น กลิ่นที่ไม่ดีหรือไม่ต้องการก็จะถูกดูดซึมโดยถังไม้โอ๊ก และระเหยไปทางรูพรุนของไม้โดยอากาศรอบๆ ถังไม้โอ๊ก ไวน์บางชนิดนิยมเก็บบ่มในถังไม้ใหม่เพื่อให้มีสี กลิ่นรสที่เข้มข้นกว่าการบ่มในถังไม้เก่า ดังนั้นผู้ผลิตไวน์บางแห่งจึงนิยมนำถังไวน์ที่ใช้แล้วมาไสเอาผิวเนื้อไม้ด้านในถังออก หลังจากใช้งานมาหลายปี เพื่อให้ไวน์ได้สัมผัสกับเนื้อไม้ใหม่ที่จะให้รสฝาดกับไวน์มากขึ้น รสฝาดจากเนื้อไม้จะนุ่มนวลกว่ารสฝาดของเปลือกองุ่น และทำให้ไวน์เข้มข้นขึ้น

การบ่มไวน์จะทำให้ไวน์มีกลิ่นรสและคุณภาพที่ดีขึ้นถึงระดับหนึ่งเท่านั้น ขึ้นอยู่กับชนิดของไวน์หลังจากนั้นไวน์จะเริ่มเสื่อมคุณภาพได้จาการเปลี่ยนแปลงทางเคมีเมื่อสัมผัสกับอากาศ ระยะเวลาในการเก็บบ่มไวน์แต่ละชนิดจะแตกต่างกันไวน์ส่วนใหญ่จะเก็บบ่มเพียงในช่วงฤดูหนาวประมาณ 2-3 เดือน และจะบรรจุขวดในฤดูใบไม้ผลิ เช่น ไวน์ขาว และโรเซ่ไวน์ แต่ไวน์บางชนิดอาจเก็บบ่มเป็นเวลาหลายปี เช่น ไวน์ที่มีกลิ่นและรสชาติมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นไวน์แดง หรือไวน์ขาวบางชนิดที่ต้องการให้คุณภาพที่ดี และสามารถเก็บได้นาน

วิธีเลือกไวน์ชั้นดีไว้ดื่ม เพื่อความได้อรรถรส

ไวน์มีมากมาย แต่ชั้นดีจริงๆ ต้องรู้จริงในการเลือก เมื่อดื่มไวน์ต้องรู้วิธีการดูไวน์ชั้นดีว่าเป็นอย่างไร คุณเคยมีคำตอบให้กับตัวคุณเองบ้างไหมว่า หากจะเปลี่ยนรสนิยมการดื่มที่จำเจอยู่กับเครื่องดื่มประเภทบรั่นดีหรือวิสกี้ แล้วหันมาดื่ม ไวน์คุณจะเลือกดื่มไวน์อย่างไร ผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์ท่านหนึ่งได้เปรียบเปรยไว้ว่า ไวน์นั้นนั้นเสมือนมีชีวิตจิตใจ เพราะธรรมชาติของไวน์มีการเปลี่ยนแปลงในตัวเองตลอดเวลา ตั้งแต่การเริ่มหมัก กระทั่งขณะอยู่ในขวดฉะนั้นแล้วการดื่มไวน์ จึงถือเป็นศาสตร์หรือศิลป์แขนงหนึ่ง อย่างในสังคมตะวันตกเขานิยมดื่มไวน์กันมาก นั้นเป็นเพราะว่าไวน์เป็นเครื่องดื่มของชาวตะวันตก เขาจึงนิยมดื่มกัน ดื่มกันแทนน้ำ

สำหรับคนตะวันตกแล้วการรู้จักไวน์ดีนั้น ถือเป็นการยกระดับตัวเองสู่สังคมอีกระดับหนึ่ง เป็นการแสดงถึงความละเมียดละไม เป็นผู้ที่สมบูรณ์แบบในตัว เพราะไวน์นั้นหากจะดื่มให้ถูกต้องแล้ว ต้องมีความพิถีพิถันกับการดื่มพอสมควร คนในถิ่นตะวันตกจะรู้เรื่องของการดื่มไวน์ดีไปเสียหมดทุกคน อย่างที่บอกแล้วว่าคนที่รู้จักไวน์ดีเพียงพอก็จะอยู่ในชนชั้นระดับสูง ส่วนชนชั้นอื่นๆ ถือว่าเป็นการดื่มตามธรรมเนียมประเพณีดื่มกันมานานเป็นชีวิตจิตใจ ดื่มกันแทนน้ำ

ไวน์ที่เขาดื่มกันส่วนใหญ่เป็นไวน์ที่หมักวันนี้ พรุ่งนี้กรองเอาใส่เหยือกมาดื่ม จึงขาดการหมักที่ได้คุณภาพขาดความพิถีพิถันของการปรุงแต่งผสมระหว่างองุ่นพันธ์ต่างให้ออกมาเป็นไวน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ การที่จะมานั่งโต๊ะอาหารแล้วเลือกดื่มไวน์ที่หมักได้ที่เก็บอยู่ในขวดระดับ “ครูส์คลาส” ตามร้านอาหารหรือภัตตาคารชั้นนำมาดื่มกันมีน้อยมาก ไวน์ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับของนักดื่มไวน์ทั่วไป แม้กระทั่งคนในยุโรปเองก็ตาม คนในสังคมระดับสูงจริงๆ จึงจะรู้เรื่องไวน์ดี แต่ก็อย่าพึ่งมองว่าการดื่มไวน์กำลังเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็น บอกแล้วว่าไวน์เป็นศาสตร์อย่างหนึ่งที่ต้องศึกษากันอย่างถ่องแท้สักนิดหนึ่ง เหมือนๆ กับว่าการเรียนรู้เรื่องไวน์เป็นงานอดิเรกค่อยๆ ศึกษาไป

ไวน์ สำหรับในประเทศไทยแล้วไวน์เข้ามาในประเทศไทยพร้อมๆ กับวัฒนธรรมตะวันตกที่เข้ามา แต่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมดื่มกันมากนัก ไม่เหมือนวิสกี้หรือบรั่นดี คนไทยเราพึ่งจะเริ่มเดินตามวัฒนธรรมของการดื่มไวน์ได้ไม่นานมานี่เองการดื่มไวน์ไม่ใช่ถือว่าเป็นการหัวสูง ไม่เหมือนกับสมัยก่อน เพราะอะไร ก็คือว่าคนไทยไม่ค่อยได้เห็นอะไรมากมายนักโลกทัศน์ยังไม่กว้าง

เมื่อพูดถึงไวน์ โดยทั่ว ไปแล้วถือว่าไวน์เป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลเจือปนอยู่ประมาณ 9-14% แอลกอฮอลนี้ได้มาจากการหมักน้ำผลไม้นานาชนิดแต่การดื่มไวน์แล้ว มักจะหมายถึงไวน์องุ่นเป็นส่วนใหญ่ ตลาดไวน์ในเมืองไทยหลายปีที่ผ่านมา ก็มักจะพูดกันถึงไวน์จากประเทศฝรั่งเศสเป็นหลัก เพราะผู้ดื่มมักจะเคยได้สัมผัสไวน์เป็นครั้งแรกในชีวิตจากไวน์ในประเทศนี้ และเหตุผลอีกข้อหนึ่งก็คือ ฝรั่งเศสแต่โบราณมาได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ผลิตไวน์คุณภาพดีที่สุดในโลก นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีไวน์จากยุโรปซึ่งถือเป็นต้นตำหรับอีกเช่น ไวน์จากอิตาลี ไวน์จากสเปน จากเยอรมันนี ในปัจจุบันก็มีอีกหลายประเทศที่ได้นำหลักการ และพันธุ์องุ่นจากฝรั่งเศสไปผลิตไวน์ชนิดเดียวกับของฝรั่งเศสไปผลิตไวน์ชนิดเดียวกับของฝรั่งเศสออกมาขายแข่งกับเจ้าของต้นตำหรับดั้งเดิม เราถือว่าเป็นไวน์จากโลกใหม่ เช่นอเมริกา (รัฐแคลิฟอร์เนีย) ออสเตรเลียหรืออเมริกาใต้ อย่างชิลีหากจะนับรวมไวน์ในโลกนี้แล้วก็เรียกว่าเป็นหมื่นๆ ชนิด และไวน์ที่มีชื่อเสียงก็เป็นพันๆ ชนิดเลยทีเดียว

ข้อควรพิจารณาสำหรับเป็นความรู้ของผู้หญิงที่ชื่นชอบการดื่มไวน์

ถ้าดูจากสถิติการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทย เทียบเอาปริมาณผู้ดื่มนั้นห่างไกลกับคนในประเทศแถบยุโรปมากนัก เอาเป็นว่ามาพูดถึง “ผู้หญิงนักดื่ม” ดีกว่า จะด้วยรสนิยม หน้าที่การงาน หรือความชื่นชอบส่วนตัวก็ตาม จะเห็นว่า มีสุภาพสตรีไทยนิยมดื่มไวน์กันไม่น้อย ไปจนถึงค่อนข้างมาก

การดื่มไวน์เพื่อสุขภาพนั้น เป็นของดี เปรียบได้กับยาวิเศษ อย่างที่ใคร ๆ ก็ทราบว่า สารฟลาโวนอยด์ในไวน์นั้นดีต่อหัวใจ ช่วยป้องกันหลอดเลือดอุดตันได้ ซึ่งนั่นหมายถึงการเลือกดื่มไวน์ดี ๆ ในปริมาณที่พอดี ๆ

การดื่มไวน์อย่างไรปริมาณเท่าไรจึงเรียกว่าพอดี
คนฝรั่งเศสดื่มไวน์กันเป็นน้ำ คล้ายกับที่คนเยอรมันดื่มเบียร์กันได้ทั้งวัน และคนรัสเซียเปรียบวอดก้าเหมือนคู่ชีวิต แต่ทั้ง 3 ประเทศ ก็ยังไม่ติดอันดับต้น ๆ ของประเทศที่มีสถิติอุบัติเหตุ อันเนื่องมาจากการเมาแล้วขับ นั่นเพราะกฏหมายอันเข้มงวดส่วนหนึ่งของเขา อีกประการก็คือ พฤติกรรมการดื่ม ชาวยุโรปนิยมดื่มก่อนมื้ออาหารเป็นเรื่องปกติ นัยว่า เพื่อเรียกน้ำย่อย ดังนั้นบนโต๊ะอาหารของทุกบ้าน จึงไม่แปลที่จะมีขวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์วางอยู่ไม่ขาด หรือแม้กระทั่งในห้องนอน “วันละหนึ่งกรึ๊บก่อนนอน ช่วยให้หลับสบาย” เคยได้ยินคำกล่าวนี้ไหม

สำหรับบ้านเรากลับเบี่ยงเบนเอนเอียงไปที่เรื่องของการห้ามมิให้ดื่ม หรืออย่าดื่มเพราะไม่ดีไปจนกระทั่งไม่ดีอย่าดื่ม เหมือนลืมเสียสิ้นว่าในโลกใบนี้ ทุกสิ่งอย่างล้วนเป็นเสมือนเหรียญสองด้านทั้งสิ้น แค่เพียงคนเรารู้จักที่จะมีชีวิตอยู่กับทุกสิ่งอย่างพอเหมาะ และสมดุลก็จบแล้ว แต่ ณ วันนี้หากประมวลผลดีผลร้ายต่าง ๆ ก็จะพบความจริงที่ว่า ทุกสิ่งล้วนเป็นผลมาจากพฤติกรรมของคนเรานั่นเอง การกินการดื่มเป็นเรื่องของวัฒนธรรม ดังนั้นคุณสุภาพสตรีผู้นิยมดื่มไวน์ พึงสดับไว้ว่า การดื่มแต่พอเหมาะพอควร 2-3 แก้ว (มาตรฐาน) หรือสำหรับสาวนักดื่มตัวจริงอาจดื่มได้มากกว่านั้น (ซึ่งคุณจะต้องไม่ท้องว่าง) และรู้จักควบคุมความถี่ในการดื่ม ไปพร้อมกับการมีสติรู้ของตัวเองอยู่เสมอคือสิ่งที่ดีที่สุด ในยุคนี้จะเห็นว่ามีผู้หญิงไทยวัยทำงานจำนวนมาก พกพาไวน์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เธอชอบไปร่วมปาร์ตี้กับเพื่อน ๆ หรือแอบใส่ไวน์ไว้ในรถเพื่อเตรียมดินเนอร์พิเศษกับใครบางคน จนกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว

ไวน์ 1 ขวด สำหรับผู้หญิงจำนวนไม่น้อย ดื่มมันหมดในมื้อเดียว และเพียงคนเดียว แต่หากอยู่ที่บ้านคงไม่เป็นไร ดังนั้นไวน์ 1 ขวด สำหรับผู้หญิงที่อยากดื่มจริง ๆ เมื่ออยู่นอกบ้าน จึงควรมีเพื่อนดื่มด้วยสักคน จะช่วยให้รื่นรมย์มากกว่า และไม่เมาเกินไปนัก ข้อสำคัญอย่าลืมว่า กลไกในร่างกายของผู้หญิงนั้น สลายแอลกอฮอล์ได้ช้ากว่าผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นแอลกอฮอล์ประเภทใดก็ตาม ผู้หญิงจึงควรดื่มอย่างมีสติอยู่เสมอ เพื่อสุขภาพและความปลอดภัยของคุณเองนั่นแหละ

ความต้องการบริโภคสินค้าหรือบริการของผู้บริโภคแต่ละรายจะมีความแตกต่างกัน