ไวน์ เครื่องดื่มสำหรับอวยพรในงานแต่งงาน

ไวน์ (Wine) เครื่องดื่มสำหรับการอวยพรในงานแต่งงานชนิดหนึ่ง ถือเป็นศิลปะชั้นสูงที่ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมมาจากชนชาติยุโรป ในการดื่มเพื่องานเลี้ยงฉลองและงานแต่งงาน สำหรับคู่บ่าวสาวที่มีรสนิยมส่วนใหญ่ ค่อนข้างนิยมใช้ไวน์เป็นเครื่องดื่มสำหรับงานเลี้ยง เพราะดูหรูหรากว่าเครื่องดื่มชนิดอื่นๆ การเลือกไวน์เป็นเครื่องดื่มเพื่องานเลี้ยงฉลองของคุณ ก็ถือเป็นสิ่งหนึ่งที่จะสร้างความประทับใจให้กับแขกที่มาร่วมงาน สำหรับคนไทย การดื่มอวยพรในวันแต่งงาน เป็นขั้นตอนที่สำคัญหลังจากที่ผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวและเจ้าบ่าวกล่าวให้ข้อคิด คติธรรมในการครองเรือนหรืออวยพร โดยการเชิญแขกที่มาในงานเลี้ยงดื่มอวยพรพร้อมกัน
wedding-toast-1
- ไวน์แดง (Red Wine) คือไวน์ที่มีสีแดงตั้งแต่สีอ่อน ๆ เช่น สีแดงถึงสีทับทิม หรือสีม่วงเข้ม ขึ้นกับประเภทขององุ่นที่นำมาผลิต ไวน์แดงมีรสชาติที่แตกต่างจากไวน์ประเภทอื่น ตรงที่มีรสเข้มและฝาด ไวน์แดงจึงนิยมรับประทานกับเนื้อสัตว์ที่มีกลิ่นค่อนข้างแรง ถึงจะเข้ากัน
- ไวน์ขาว (white wine) คือไวน์ที่มีระดับสีที่ต่างกันตั้งแต่สีเหลืองซีด จนถึงสีเหลืองทองสดใส รสชาติอ่อน และกลิ่นน้อย รสชาติจะมีความหวานอยู่มาก กลิ่นและรสไม่เข้มข้นเหมือนกับไวน์แดง และไม่ฝาด จึงนิยมดื่มกับอาหารที่มีกลิ่นไม่มาก เช่น ปลา อาหารทะเล เนื้อที่มีสีขาว หรืออาหารเรียกน้ำย่อย

ส่วนภาชนะที่จะใส่ไวน์หรือ แก้วไวน์ ก็ต้องเป็นแก้วที่มีลักษณะเฉพาะตัวอีกเช่นกัน ที่ใช้กันมักจะใช้แก้วทรง ทิวลิป ซึ่งเป็นแก้วที่สามารถกักฟอง กักความหอม อุณหภูมิ และรสชาติของไวน์ ให้อยู่ในแก้วได้นานที่สุด โดยไม่เพริดกระจายไปกับอากาศ ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องเป็นแก้วที่มีลักษณะบางใส เรียบ ไม่มีสี ไม่มีลอนคลื่น ไม่มีตามด หรือตาคางคกแทรกอยู่ในเนื้อแก้ว เพื่อจะโชว์น้ำไวน์ภายในแก้วให้ปรากฏออกมาเด่นชัด สำหรับแก้วไวน์นั้นยังจะต้องมีก้านยาว ๆ ไว้สำหรับจับ ไม่ให้นิ้วมือของผู้ดื่มไปสัมผัสเนื้อแก้วที่มีน้ำไวน์บรรจุอยู่ภายในแก้ว เพราะอุณหภูมิจากมือจะทำให้อุณหภูมิของไวน์ที่อยู่ในภายในแก้วเปลี่ยนไปค่อนข้างรวดเร็ว

สำหรับคนไทยแล้ว คู่บ่าวสาวมักนิยมใช้ทั้งไวน์ขาวและไวน์แดง มาเป็นเครื่องดื่มเพื่อการเฉลิมฉลอง ราคาก็จะอยู่ที่ประมาณ 200 – 800 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนแขกและกำลังทรัพย์ของเจ้าภาพเอง ช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการดื่มไวน์มากที่สุด โดยทั่วไปจะมี 2 ช่วง ช่วงเช้าจะอยู่ระหว่าง 10.00-12.00 น. และช่วงบ่ายจะอยู่ระหว่างเวลา 16.00-18.00 น. ในช่วงเวลานี้ เป็นช่วงเวลาที่คนดื่มจะรู้สึกหิวเล็กน้อย ความรู้สึกนี้จะช่วยการชิมไวน์มีประสิทธิภาพที่สุด เพราะประสาททุกส่วนในการรับรู้ กลิ่น รสและสี ทำงานได้เต็มที่

ดังนั้นสำหรับการดื่มอวยพรในงานฉลองแต่งงานแล้ว สามารถดื่มไวน์ได้ทั้งช่วงพิธีฉลองตอนกลางวัน และช่วงงานฉลองแต่งงานในช่วงของการรับประทานอาหารพอดี แต่ถ้าคุณคิดว่ากว่าจะถึงช่วงเวลาของการดื่มอวยพรก็อาจจะค่อนข้างดึกไปซักนิด นี่ก็ไม่ยากค่ะ เราสามารถซึมซับความละมุนของรสชาติไวน์ได้เช่นกัน เพียงแค่คุณต้องรักษาอุณหภูมิของไวน์ให้พอเหมาะก็สามารถดื่มไวน์ให้อร่อยได้เหมือนกันค่ะ เพราะไวน์แต่ละชนิดจะมีอุณหภูมิในการเสิร์ฟที่ต่างกัน ซึ่งถ้าหากมีการเสิร์ฟไวน์ที่ผิดอุณหภูมิแล้ว มันแทบจะไม่มีคุณค่าอะไรเลย

ปัจจุบันงานฉลองแต่งงานสำหรับคู่บ่าวสาวที่มีรสนิยมส่วนใหญ่ ค่อนข้างนิยมใช้ไวน์เป็นเครื่องดื่มสำหรับงานเลี้ยง เพราะราคาของไวน์ค่อนข้างแพงและดูหรูหรากว่าเครื่องดื่มชนิดอื่น ๆ การเลือกที่จะใช้ไวน์เป็นเครื่องดื่มเพื่องานเลี้ยงฉลองของคุณ ก็ถือเป็นสิ่งหนึ่งที่จะสร้างความประทับใจให้กับแขกที่มาร่วมงานได้ค่ะ


กรรมวิธีการทำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดไวน์ให้มีประสิทธิภาพ

4

ไวน์เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่ง เกิดจากการหมักน้ำองุ่นด้วยเชื้อยีสต์ ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ชนิดหนึ่ง โดยยีสต์จะทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นแอลกฮอล์ ผลไม้ที่เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า ทำไวน์แล้วมีรสชาติอร่อยได้แก่ ผลไม้ที่มีน้ำมาก เช่น องุ่น สับปะรด มะเฟือง ผลไม้ที่มีน้ำน้อย เช่น มะยม กระเจี๊ยบ มะดัน ขนุน ละมุด กล้วย ขิง พุทรา สตอเบอรี่ ฯลฯผลไม้ที่ใช้ควรเป็นผลไม้ที่แก่ สุกงอมเต็มที่แล้ว เพราะต้องการกลิ่นกลมกล่อมของมัน ถ้าทำไวน์องุ่น สามารถหมักได้ทั้งผลองุ่น เปลือก เนื้อ เมล็ด รวมทั้งกิ่งก้านก็ยังนำมาหมักได้ เปลือกองุ่นให้กรดแทนนินสูง เพราะมักจะมีละอองอณูของเชื้อยีสต์เป็นพันเป็นหมื่นตัวติดที่ผิวองุ่น และนี่เองที่เป็นตัวการสำคัญของเหล้าองุ่น ไวน์แดงใช้องุ่นกลุ่มสีแดง ม่วงดำ ไวน์ขาวจะทำจากกลุ่ม White Grape ที่ให้สีเหลือง เขียว เปลือกจะไม่มีสารแทนนินเท่ากลุ่มองุ่นแดง ฉะนั้นเหล้าแดงจึงมีแทนนินสูงกว่าเหล้าขาว เมื่อเราคั้นน้ำองุ่นออกมาก็จะนำไปหมักในถังหมัก ที่เรียกว่า วัตส์ ซึ่งมักจะเป็นถังไม้โอ๊ก น้ำที่ได้จากการหมัก เรียกว่า มัสต์ ซึ่งประกอบด้วยตัวยีสต์จำนวนมากนับล้านล้านตัว จะทำปฏิกิริยาละลายน้ำตาลจากความหวานของน้ำองุ่นให้เป็นแอลกอฮอล์โดยต้องหมักในสภาพที่ไม่ใช้อากาศ หรือออกซิเจน ถ้ามีอากาศ หรือออกซิเจน จะทำให้ยีสต์เปลี่ยนน้ำตาล ให้เป็นคาร์บอนไดออกไซด์กับน้ำ เท่านั้น

ยีสต์ยังแบ่งได้เป็นยีสต์ดีกับยีสต์ไม่ดีอีกด้วย ยีสต์ดีจะเรียกว่า ไวน์ยีส เป็นจุดเริ่มของแอลกอฮอล์ ส่วนยีสต์ไม่ดีที่ต้องกำจัดเรียกว่า ไวลด์ยีสต์ เพราะเป็นตัวการที่ทำให้ไวน์เสียรสชาติ หรือที่เขาเรียกกันว่า ออฟเทสต์ จึงต้องกำจัดด้วยการใส่ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ลงไปผสมในน้ำหมัก ซึ่งการใช้ซัลเฟอร์ไดออกไซด์เพื่อกำจัดไวลด์ยีสต์นั้น เป็นวิธีการทำกันมาเนิ่นนานนับเป็นร้อยปี ไม่มีอันตรายและไม่ทำให้ไวน์เสียรสชาติด้วย เมื่อกำจัดไวลด์ยีสต์เป็นที่เรียบร้อย ก็จะเหลือแต่ไวน์ยีสต์ สำหรับดำเนินการหมักต่อไป โดยต้องหมักในอุณหภูมิระหว่าง 70-80 องศาฟาเรนไฮต์ ไวน์ยีสต์จึงจะทำงาน ได้ดี ถ้าอุณหภูมิต่ำเกินไป ไวน์ยีสต์จะรวมตัวกันเป็นก้อนผลึกในน้ำไวน์ แต่ถ้าอุณหภูมิสูงกว่านั้นไวน์ยีสต์จะอ่อนกำลัง ทำให้การหมักไม่สมบูรณ์ ปริมาณของแอลกอฮอล์จะไม่ขึ้นถึงจุดที่ต้องการ มัสต์ อาจจะเสียก่อนก็ได้ อุณหภูมิจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องให้ความสำคัญ ต้องควบคุมไม่ให้ร้อนเกินไปหรือเย็นเกินไป บางแห่งที่อุณหภูมิของอากาศขึ้นเร็วลงเร็ว ก็จะต้องเตรียมเครื่องทำความเย็นเอาไว้เพื่อลดความร้อนในถังหมัก


ประเทศสโลวีเนียสวรรค์ของนักดื่มไวน์

ประเทศสโลวีเนีย(Slovenia) ชื่อสากลคือ สาธารณรัฐสโลวีเนีย (Republic of Slovenia) เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในทวีปยุโรปกลางตอนใต้ มีอาณาเขตทางตะวันตกติดกับอิตาลี ทางใต้และตะวันออกติดกับโครเอเชีย ทางตะวันตกเฉียงใต้ติดกับทะเลเอเดรียติก ทางตะวันออกเฉียงเหนือติดกับฮังการี และทางเหนือจรดกับออสเตรีย และสโลวีเนียจัดได้ว่าเป็นประเทศบนชายฝั่งทางใต้ของเทือกเขาแอลป์ และเคยเป็นสาธารณรัฐหนึ่งของสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวียตั้งแต่ปีพ.ศ. 2488 จนกระทั่งได้แยกตัวออกมาเป็นเอกราชเมื่อปี พ.ศ. 2534 และกลายเป็นหนึ่งในสมาชิกสหภาพยุโรปในปี พ.ศ. 2547 นอกจากนี้ยังเป็นสมาชิกของคณะมนตรียุโรป (Council of Europe) นาโต (NATO) และเป็นผู้สังเกตการณ์ในองค์กรภาษาฝรั่งเศส (La Francophonie)

ประเทศสาธารณรัฐสโลวีเนีย เป็นประเทศที่น่าท่องเที่ยวมากประเทศหนึ่งในทวีปยุโรป โดยเฉพาะหากนักท่องเที่ยวคนใดหรือกลุ่มใดได้มีโอกาสเดินทางเข้าไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของสโลวีเนีย คุณจะพบกับทัศนียภาพของเมืองอันงดงามซึ่งจัดได้ว่าเป็นงานสถาปัตยกรรมพื้นเมืองแบบเฉพาะตัวที่ยังคงเอกลักษณ์ไว้อย่างชัดเจนและสวยงาม โดยที่ไม่มีการสร้างอาคารสมัยใหม่มาทำลายบรรยากาศทางทัศนียภาพแบบดั้งเดิม ซึ่งเมืองเหล่านี้จะมีธรรมชาติรายล้อมด้วย ภูเขาและแม่น้ำ และแม่น้ำที่สำคัญก็คือ แม่น้ำดราวา (Drava) ซึ่งถือได้ว่าเป็นเส้นเลือดแห่งชีวิตของชาวบ้านผู้อยู่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวอย่างแท้จริง

และหัวใจหลักของประเทศสโลวีเนียที่จะทำให้ผู้ที่มีความหลงใหลในเครื่องดื่มไวน์ หลายๆคน อาจจะหลงรักที่นี้เป็นที่สุดก็คือ เมืองมาริบอร์ (Maribor) เมืองที่จัดได้ว่าเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศสาธารณรัฐสโลวีเนีย และยังถือได้ว่าเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่สองของประเทศ ซึ่งเมืองนี้เองถือขนานนามว่าเป็นดินแดนแห่งไวน์ของสโลวีเนียอีกด้วย สำหรับการท่องเที่ยวในเมืองมาริบอร์นั้นจัดได้ว่าค่อนข้างมีความสะดวกสบาย พร้อมทั้งยังมีสินค้าและบริการ อื่นๆที่ได้มาตรฐาน คุณภาพดีอีกมากมายซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมครั้งหนึ่งแล้วอยากจะกลับมาเที่ยวอีกครั้ง

โดยจุดท่องเที่ยวในเมืองมาริบอร์ สิ่งแรกที่นักท่องเที่ยวจะได้รับชมก็คือจุดกลางใจเมือง สถานที่ที่นักท่องเที่ยวจะได้เดินเที่ยวและสัมผัสความเก่าแก่ของเมืองที่สวยงามแบบยุโรป สถานที่ที่ถ้าหากมาเที่ยวสโลวีเนียแล้วไม่ได้ไปชมก็ถือว่ายังมาไม่ถึงสโลวีเนียจริงๆก็คือ การไปชมเถาองุ่นที่มีความเก่าแก่ที่สุดในโลกซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสำคัญและเป็นที่นิยมมากที่สุดในเมืองมาริบอร์เลยทีเดียว


ฝรั่งเศสผู้พิถีพิถันด้านการดื่มไวน์

Food_Drinks_A_glass_of_red_wine

                ไวน์ เป็นเครื่องดื่มที่เกิดจากการหมักบ่มตามธรรมชาติใต้ต้นองุ่น ต้นองุ่นได้สร้างไวน์ขึ้นมาเอง โดยที่มนุษย์คาดไม่ถึง เมื่อฝนตกน้ำที่ชะล้างหน้าดินบริเวณใต้ต้นองุ่น จนเกิดเป็นแอ่งน้ำและองุ่นที่สุกเต็มที่ก็ล่วงลงไปในแอ่งน้ำ หมักบ่มอยู่ใต้ต้นองุ่นนี้เอง การหมักบ่มเกิดจากการเปลี่ยนน้ำตาลในองุ่นให้เป็นแอลกอฮอล์ มีฟองอากาศลอยขึ้นมา ทำให้มนุษย์สังเกตเห็นจึงลองชิม ด้วยรสชาติที่หวานอร่อย น่าหลงใหล จึงทำให้ผู้ดื่มเกิดอาหารมึนเมา หลังจากนั้นต่อมา ไวน์ก็ถูกผลิตขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ โดยไวน์ส่วนใหญ่นิยมดื่มกันมากในหมู่ชนชั้นผู้ดี นักบวช และเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมความเชื่อต่างๆทางศาสนาด้วย

ผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์ท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า ไวน์นั้นเสมือนชีวิตจิตใจ เพราะธรรมชาติของไวน์มีการเปลี่ยนแปลง ในตัวเองตลอดเวลา ตั้งแต่การเริ่มหมัก กระทั่งขณะอยู่ในขวดฉะนั้นแล้วการดื่มไวน์ จึงถือเป็นศาสตร์หรือศิลป์แขนงหนึ่งยกตัวอย่างในสังคมตะวันตกที่มีการดื่มไวน์กันมาก นิยมดื่มกันแทนน้ำเลยทีเดียว สำหรับชาติตะวันตกแล้ว การดื่มไวน์นั้นเป็นการยกระดับฐานะทางสังคม แสดงถึงความสมบูรณ์แบบ เพราะไวน์นั้นต้องใช้การดื่มอย่างพิถีพิถันพอสมควร

ประเทศฝรั่งเศส เป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับว่ามีการผลิตสินค้าประเภทไวน์ที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมสูง ใครๆหลายคนมักจะพูดกันถึงไวน์จากประเทศฝรั่งเศสเป็นหลัก เพราะผู้ดื่มมักจะเคยได้สัมผัสไวน์เป็นครั้งแรกในชีวิตจากไวน์ในประเทศนี้  และเหตุผลอีกอย่างหนึ่งคือ ฝรั่งเศสแต่โบราณได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศที่ผลิตไวน์ได้คุณภาพดีที่สุดในโลก ทั้งนี้เพราะประเทศฝรั่งเศสมีการแบ่งอาณาเขตในการปลูกองุ่น ซึ่งแต่ละเขตมีการผลิตไวน์ที่รสชาติแตกต่างกันออกไป

ในปัจจุบันหลายประเทศนำขั้นตอนการผลิตไวน์จากประเทศฝรั่งเศสไปใช้ และนำมาขายแข่งกับเจ้าของต้นตำหรับดั้งเดิมมีการนำวิวัฒนาการเทคโนโลยีใหม่เข้าไปช่วยในการผลิต เราถือว่าเป็นไวน์จากโลกใหม่ อาทิเช่น อเมริกา ออสเตรเลีย ทำให้จำนวนไวน์ทั่วโลกมีเป็นหมื่นๆชนิดเลยทีเดียว  จึงนับว่าเป็นสินค้าที่น่าสนใจ และนิยมของผู้หลงใหลในรสชาติการดื่มไวน์


ตลาดไวน์นอกป่วนหนัก หลังปรับโครงสร้างภาษีใหม่

 

ตลาดไวน์นอกป่วนหนัก หลังปรับโครงสร้างภาษีใหม่ “แอมโบรส ไวน์” ยักษ์ใหญ่วงการไวน์ เร่งปรับโครงสร้างราคาสินค้าใหม่กว่า 600 รายการ หวั่นกระทบตัวเลขยอดขายโค้งท้าย ชี้ไม่เคยเกิดปรากฏการณ์ในตลาดมาก่อน ขณะที่ราคาไวน์ทะยานพุ่งแล้ว 50% เผยสัปดาห์ที่ผ่านมายอดขายทะลุทะลวงเป็นประวัติศาสตร์เพิ่มขึ้นกว่า 40% จากช่วงเวลาปกติ เหตุนักดื่มแห่ตุนหวั่นสินค้าราคาขึ้นขาดตลาด

หลังการประกาศปรับโครงสร้างภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใหม่ ของกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ในวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา ส่งผลทำให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งสุรา เบียร์ ไวน์ และอื่นๆ ต้องปรับวิธีการคำนวณภาษี ซึ่งแน่นอนว่าราคาจำหน่ายจะต้องเปลี่ยนแปลงตามโครงสร้างภาษีใหม่ ซึ่งสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดไวน์นอกอย่างหนัก โดยเรื่องดังกล่าว นางสาวภัทราพร เตชะไพบูลย์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท แอมโบรส ไวน์ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายไวน์จากประเทศต่างๆ ทั่วโลก เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการประชุมเพื่อสรุปการปรับโครงสร้างราคาใหม่ของ บริษัทซึ่งโดยส่วนตัวมองว่าการปรับขึ้นราคาในครั้งนี้ จะกระทบกับตลาดไวน์ในไตรมาสสุดท้ายซึ่งถือเป็นช่วงไฮซีซันแน่นอน ส่วนมากน้อยเท่าไร คงต้องรอดูการเปลี่ยนแปลงของตลาด เพราะปรากฏการณ์ครั้งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในตลาดไวน์เมืองไทย

“เราพร้อมเรื่องการสต๊อกสินค้าเพื่อรองรับความต้องการเต็มที่ ซึ่งสภาวการณ์ในตลาดตอนนี้ใครที่มีสินค้าในสต๊อกมากกว่ากันถือว่าได้เปรียบ เพราะสามารถนำออกมาวางจำหน่ายรองรับความต้องการได้ อย่างไรก็ตามมองว่าในตลาดไวน์นอกไม่น่าจะเกิดการกักตุนสินค้าทัน เนื่องจากการประกาศปรับขยายเพดานมีผลในเกือบทันที ทำให้ลูกค้าไม่สามารถกักตุนได้ทัน”

ทั้งนี้ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างราคาไวน์ใหม่ เพื่อยื่นกับทางกรมสรรพสามิตในการกำหนดราคาขาย โดยเบื้องต้นยังไม่สามารถบอกอัตราการปรับขึ้นโดยเฉลี่ยได้ เนื่องจากไวน์บางชนิดก็ไม่ขึ้นราคา และบางชนิดกลับขึ้นมา 2-3 เท่าตัว ซึ่งจากพอร์ตสินค้าในบริษัทของเราที่มีอยู่กว่า 600 รายการนั้น คาดว่าคงต้องใช้ระยะเวลาอีกสักระยะในการปรับโครงสร้างกลุ่มสินค้าทั้งหมดในบริษัท

“ก่อนหน้าที่จะมีการปรับอัตราภาษีใหม่ ตัวเลขการเติบโตโดยรวมในตลาดไวน์เรามองว่าน่าจะเติบโตที่ 6% แต่หลังจากที่มีการปรับโครงสร้างภาษีดังกล่าว ทำให้ยังไม่สามารถคาดการณ์การเติบโตในตลาดช่วงไตรมาสสุดท้ายนี้ได้”
ขณะนี้มีกลุ่มลูกค้าหลักที่เป็นธุรกิจร้านอาหาร รีสอร์ต และโรงแรม สั่งสินค้าเพื่อสต๊อกไวน์เพิ่มขึ้นที่ 20-30% โดยส่วนหนึ่งมองว่าเกิดจากการตื่นตัวในเรื่องของภาษีที่มีการปรับขึ้น โดยมีความเป็นห่วงกังวลเกี่ยวกับราคาสินค้าที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค โดยตัวเลขราคาที่ชัดเจนคาดว่าจะสามารถสรุปได้ในเร็วๆนี้ และโครงสร้างราคาใหม่ในตลาดจะมีการปรับขึ้นในสัปดาห์หน้าแน่นอน นอกจากนี้กลุ่มสุรานำเข้าก็จะมีการปรับราคาขึ้นในช่วงเดียวกันอีกด้วย

“จำนวนลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าแม้จะเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ แต่หลังจากที่มีการปรับราคาขึ้นไปก็มั่นใจว่าตลาดไวน์จะไม่กระทบแน่นอน เพราะผู้บริโภคที่นิยมดื่มไวน์มีเฉพาะกลุ่มอยู่แล้ว ซึ่งตอนนี้เรามีสินค้าในสต๊อกเพียงพอ และอีกส่วนหนึ่งที่ยังรออยู่ที่ท่าเรือขนส่งสินค้า โดยอยู่ในระหว่างการรอขั้นตอนการปรับราคาใหม่ ฉะนั้นจึงมั่นใจได้ว่าไวน์ไม่ขาดตลาดแน่นอน”