ผู้ควบคุมการผลิตไวน์และไวน์ผลไม้

ปัจจุบันตลาดผู้บริโภคไวน์ที่แท้จริงจะอยู่ในหมู่ชนชั้นกลาง และชนชั้นสูงของประเทศ ซึ่งมีแนวโน้มการบริโภคเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากกระแสความตื่นตัวด้านสุขภาพ เพราะเชื่อกันว่าการดื่มไวน์ จะช่วยลดปริมาณคลอเรสเตอร์รอลในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี จนทำให้ปริมาณการนำเข้าไวน์จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นในระยะ 4 – 5 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งในอนาคตผลกระทบจากเขตการค้าเสรีอาฟต้า จะเป็นตัวเร่งให้มีการนำเข้าและการย้ายฐานการผลิตจากต่างประเทศเข้ามาผลิตในประเทศมากขึ้น และทำให้ราคาไวน์ต่างประเทศมีแนวโน้มลดลง

ในขณะที่อุตสาหกรรมการผลิตไวน์ในประเทศ ยังมีขนาดไม่ใหญ่โตมากนัก (ขณะนี้มีโรงงานผลิตไวน์ขนาดใหญ่ ประมาณ 6 – 7 โรง) เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ชนิดอื่นๆ เช่น สุราขาว หรือสุราสี อีกทั้งผู้ผลิตไวน์ผลไม้ หรือไวน์สมุนไพร รายย่อยยังขาดความรู้ความเข้าใจในการผลิตไวน์ ในด้านการตลาด และไม่สามารถประชาสัมพันธ์ ให้กลุ่มผู้บริโภคส่วนใหญ่ของประเทศ หันมาดื่มไวน์ที่ผลิตในประเทศได้ เนื่องจากไวน์ที่ผลิตในประเทศราคาแพงเมื่อเปรียบเทียบกับไวน์นำเข้า ต้องปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพและรสชาติอีกด้วย

นอกจากนี้ กลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคใหม่ยังขาดความรู้ความเข้าใจในการบริโภคไวน์ การเลือกซื้อการเก็บรักษา และกำลังซื้อที่จำกัด ทำให้หน่วยงานต่างๆ ในภาครัฐได้มีนโยบายร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุน นโยบายการผลิตเหล้าเสรี และนโยบายหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ซึ่งได้มีการผลิตไวน์ผลไม้ ไวน์สมุนไพร กระแช่ สาโท โดยจัดให้มีการสนับสนุนทั้งทางด้านวิชาการ ค้นคว้าประดิษฐ์เครื่องมืออุปกรณ์ผลิตไวน์ที่ได้มาตรฐานราคาเหมาะสม และด้านการประชาสัมพันธ์ เช่น จัดให้มีการประกวดผลิตภัณฑ์ มหกรรมสุราแช่ไทย การบรรยายพิเศษต่างๆ เกี่ยวกับความรู้เรื่องไวน์ การดื่มไวน์เพื่อสุขภาพ ฯลฯ จากระดับตำบลสู่ภูมิภาค และประเทศ ซึ่งถ้าทำการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง โอกาสที่อุตสาหกรรมไวน์ไทยจะแข็งแกร่งขึ้น ก็มีมากขึ้น ตลาดผู้บริโภคไวน์ก็จะกว้างมากขึ้น นอกจากนี้ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) สายการบินแห่งชาติ ก็ได้ส่งเสริมให้มีการบริการไวน์ไทยที่ได้มาตรฐานแก่ผู้โดยสารที่ใช้บริการของสายการบินด้วยเช่นกัน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าแนวโน้มการจ้างงาน สำหรับผู้ประกอบอาชีพนี้ เพื่อทำหน้าที่ควบคุมการผลิตไวน์ต่างๆ ให้ได้มาตรฐาน สำหรับการผลิตไวน์ไทยเพื่อการบริโภคและส่งออกยังเป็นทิศทางที่สดใส สำหรับผู้สนใจประกอบอาชีพนี้ในระยะเวลา 4 – 5 ปี ข้างหน้า

ไวน์สัญชาติไทย” โอกาสที่ท้าทายในตลาดจีน

สำหรับนักธุรกิจไทยที่กำลังมองหาช่องทางส่งออกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มายังจีนจำเป็นต้องศึกษารสนิยมความต้องการของตลาด เพื่อปรับผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับความต้องการของกลุ่มผู้บริโภค โดยผู้บริโภคชาวจีนไม่ได้ต้องการเพียงแค่ซื้อเพื่อดื่ม แต่ยังซื้อเพื่อเป็นของขวัญและของสะสมที่บ่งบอกถึงรสนิยมและฐานะอีกด้วย นักธุรกิจไทยที่สนใจส่งออกมาจีนจึงควรให้ความสำคัญรูปลักษณ์ภายนอกของสินค้าเช่นกัน รวมถึงฉลากและกล่องภายนอกก็ควรแสดงถึงความโดดเด่นและรสนิยมชั้นเลิศด้วย นอกจากนี้ การเข้าใจรูปแบบการบริโภคของชาวจีนก็มีความสำคัญเช่นกัน อาทิ เหล้าที่จำหน่ายในเทศกาลฉลองวันชาติจำเป็นต้องบรรจุในกล่องที่สวยงาม ประกอบด้วยข้อความที่มีความหมายลึกซึ้ง เพราะผู้ซื้ออาจะไม่ใช่ผู้ที่ดื่มเองแต่ซื้อเพื่อส่งเป็นของขวัญเพื่อส่งมอบคำขอบคุณให้แก่บุคคลที่รู้จัก สำหรับการออกแบบบรรจุภัณฑ์นั้น ไม่เพียงแต่ออกแบบให้ภายนอกดูสวยหรูตรงใจชาวจีน แต่อาจจะออกแบบให้สามารถเป็นได้ทั้งของขวัญและของสะสมล้ำค่าในอนาคต

ไวน์บรรจุกล่องเพื่อมอบให้เป็นของขวัญที่บ่งบอกถึงรสนิยม และการให้ของมีคมมีความหมายเพื่อให้ผู้รับมีความแข็งแกร่ง กล้าหาญ

สำหรับนักธุรกิจไทยที่มีความสนใจส่งออกไวน์มายังเซี่ยงไฮ้ อาจเริ่มจากต้นจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับความต้องการของกลุ่มผู้บริโภค ตัวอย่างเช่น พฤติกรรมผู้บริโภคในเซี่ยงไฮ้ที่ให้ชื่นชอบ “สินค้าแปลกใหม่ที่มีความหรูหราและดูดีมีรสนิยม” ดังนั้นนักธุรกิจไทยอาจนำเสนอไวน์ไทยโดยใช้ข้อได้เปรียบของสินค้าไทยด้านความหลากหลาย เช่น ไวน์จากผลไม้เมืองร้อน ไวน์เพื่อสุขภาพ ไวน์หมักจากธรรมชาติ หรือไวน์ปลอดสารพิษ เป็นต้น อีกทั้งในเซี่ยงไฮ้ยังเป็นเมืองที่มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่กว่า 140,000 คน (มากเป็นอันดับ 2 ของจีนรองจากมณฑลกวางตุ้ง) ซึ่งชาวต่างชาติก็อาจเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายสำคัญอย่างหนึ่งของผู้ส่งออกไวน์ได้เช่นกัน นอกจากนี้นักท่องเที่ยวชาวจีนที่ไปเที่ยวต่างประเทศยังนิยมซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กลับไปเป็นของฝากอีกด้วย นักธุรกิจไทยอาจเริ่มต้นจากการทดลองขายผ่านร้านค้าปลอดภาษีในสนามบินให้กับนักท่องเที่ยวจีนอีกด้วย แต่ทั้งนี้ปริมาณการซื้อของนักท่องเที่ยวจะถูกจำกัดไว้ด้วยข้อกำหนดสากลด้านการบินและด้านศุลกากรเช่นกัน หรือนอกจากนี้อาจเริ่มต้นด้วยการวางจำหน่ายในร้านอาหารไทยที่อยู่ในประเทศจีนก็เป็นได้ ปัจจุบันร้านไวน์ที่จำหน่ายไวน์นำเข้าจากต่างประเทศในเซี่ยงไฮ้ได้เพิ่มจำนวนขึ้นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนถนนที่เป็นย่านธุรกิจและมีชาวต่างชาติอาศัยอยู่ก็ได้เพิ่มจำนวนขึ้นมากเช่นเดียวกัน

แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ติดอันดับ 20 ประเทศแรกที่ประเทศจีนนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากที่สุด แต่นักธุรกิจไทยก็ยังมีโอกาสโดยอาศัยจุดเด่นความได้เปรียบของผลไม้ไทยมาเป็นจุดขายของผลิตภัณฑ์เพื่อส่งออกมายังจีนได้เช่นกัน โดยข้อมูลจากนักธุรกิจไทยของ หจก. Wanit Brewverry (Trat) ผู้ผลิตไวน์มังคุดที่เข้าร่วมงาน CISMEF 2011 ณ นครกว่างโจวให้ข้อมูลว่า ชาวจีนค่อนข้างให้ความสนใจทดลองชิมรสชาติไวน์ที่ทำมาจากผลไม้เมืองร้อนเป็นอย่างมาก เช่น มังคุด เนื่องจากมีความแปลกใหม่และยังมีคุณประโยชน์ในด้านสุขภาพ โดยจากการร่วมงานดังกล่าวที่ผ่านมาทำให้นักธุรกิจไทยท่านนี้ได้มีโอกาสเจรจาการค้ากับบริษัทผู้ผลิตไวน์ของจีนเพื่อหาแนวทางร่วมกันในการพัฒนาสูตรเพื่อเจาะเข้าตลาดจีน ซึ่งอาจจะเป็นในรูปแบบของบริษัทไทยรับจ้างผลิตภายใต้ตราสินค้าของบริษัทจีนแล้วนำเข้ามายังจีน เป็นต้น

อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการเข้าสู่ตลาดจีนก็คือ การสร้างการรับรู้ในตัวสินค้าด้วยการพัฒนาตราสินค้า ถึงแม้ว่าการทำให้ตราสินค้าเป็นที่รู้จักกับกลุ่มเป้าหมายจะต้องใช้งบประมาณส่วนหนึ่ง แต่การทำให้ตราสินค้ามีภาพลักษณ์ที่ดี โดดเด่น แตกต่างและน่าจดจำและเป็นที่ต้องการของผู้ซื้อมากขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างความรู้สึกดีให้กับผู้บริโภค นอกจากนี้ตราสินค้าที่ได้รับความนิยมหรือมีภาพลักษณ์ที่ดีจะนำมาซึ่งอำนาจต่อรองด้านราคาให้กับธุรกิจ และจะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าอีกด้วย

คุณประโยชน์ที่ได้รับจากการดื่มไวน์แดง

ไวน์ เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งเกิดจากการหมักน้ำตาลในองุ่น แบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ คือ ไวน์ขาว (White wine) และไวน์แดง (Red wine) ไวน์ที่ได้จากการผสมระหว่างไวน์ 2 ชนิดเรียก ไวน์สีกุหลาบ (Rose wine) หรือ ไวน์สีชมพู (Pink wine) ส่วนไวน์ที่มีการอัดก๊าซลงไปจะเรียกว่า สปาร์กลิงไวน์ (Sparkling wine) ซึ่งสปาร์กลิงไวน์ที่เป็นที่รู้จักกันดีคือ แชมเปญ (Champagne) เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าไวน์เป็นเครื่องดื่มที่มีมาหลายร้อยปีแล้ว และมีการค้นพบโถโบราณบรรจุเมล็ดองุ่นไร่ซึ่งมีอายุนับเนื่องขึ้นไปกว่า 8,000 ปี ก่อนคริสตกาล

ไวน์แดง เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เป็นไวน์ชนิดหนึ่งซึ่งวัตถุดิบที่ใช้ผลิตคือ องุ่นดำ ซึ่งมีรงควัตถุของเปลือกองุ่น เป็นสารประเภทแอนโทไซยานิน ทำให้ไวน์มีสีแดง ซึ่งกรรมวิธีการผลิตไวน์แดง เป็นการนำองุ่นที่บดแล้วมาหมัก (fermentation) ทั้งเปลือกที่อุณหภูมิที่ 24-29 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 4 – 6 วัน จนกระทั่งบริกซ์ (birx) ลดลงเป็น 2-4 การนำองุ่นมาหมักทั้งเปลือกจะเป็นการสกัดสี กลิ่น รส และแทนนินออกจากเปลือกองุ่น หลังจากหมักเสร็จแล้วจะแยกเปลือกองุ่นออกจากไวน์ และไวน์แดงคุณภาพสูงต้องมีความสมดุลระหว่างความเป็นกรด ความฝาด ปริมาณแอลกอฮอล์ และกลิ่นรสของผลไม้

ประโยชน์ของการดื่มไวน์แดง

1.ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ : การศึกษาจำนวนมากแสดงให้เห็นว่าไวน์แดงมีสาร Resveratrol ที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเลือด โดยการไปเพิ่ม HDL และเป็นการป้องกันไม่ให้เลือดเกาะกันเป็นก้อน
2.คุณสมบัติป้องกันมะเร็ง : มีหลักฐานว่า เรสเวราทรอลลดอนุมูลอิสระและลดอัตราการเกิดมะเร็งในสัตว์ทดลอง รวมทั้งลดการเจริญเติบโตของมะเร็งในถาดเพาะเชื้อได้ นอกจากนั้นยังลดสารเอ็นเอฟ แคปปา บี ซึ่งเป็นโปรตีนซึ่งสร้างโดยระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกกระตุ้นอีกด้วย
3.คุณสมบัติ Anti aging : หน้าตาของผู้หญิงฝรั่งเศสมีความสวยงามเนื่องจากไวน์แดง เพราะสารต้านอนุมูลอิสระในไวน์แดงช่วยป้องกันร่างกายจากความเสียหายจากอนุมูลอิสระและจะชะลอกระบวนการชรา
4.ช่วยย่อย : มีการศึกษาพบว่าการดื่มไวน์แดงกับอาหารดังกล่าวช่วยลบล้างสารเหล่านี้ในอาหารได้ถึงร้อยละ 60-70 ดังนั้นความสามารถในการช่วยการทำลายสารเหล่านี้ก็เป็นประโยชน์ในการย่อยอาหาร
5.ช่วยในการจัดการความเครียด : ไวน์แดงเป็นยากล่อมประสาทชนิดหนึ่ง และสามารถช่วยผู้ที่มีความผิดปกติทางประสาทหรือผู้ที่ประสบความวิตกกังวลต่างๆ และลดความเครียด
6.ป้องกันโรคความจำเสื่อม : นักวิจัยพบว่าไวน์แดงช่วยลดความจำเสื่อมได้ โดยสาร resveratrol ในไวน์แดง มีผลในการป้องกันการเสื่อมของสมอง แต่ไม่ได้ทำการทดสอบในมนุษย์
7.สุขภาพเหงือกและฟัน : ไวน์แดงมีคุณสมบัติต่อต้านแบคทีเรียในช่องปาก มีคุณสมบัติช่วยในการต้านการอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียของเหงือก

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับเครื่องดื่มไวน์


ไวน์ คือน้ำองุ่นที่นำมาหมักด้วยเชื้อยีสต์ ซึ่งจะเปลี่ยนน้ำตาลในองุ่นไปเป็นแอลกอฮอล์ ซึ่งไวน์สามารถทำได้จากการหมักน้ำผลไม้ชนิดต่างๆ ในประเทศไทยมีความนิยมดื่มไวน์กันมากขึ้นทำให้มีการนำเข้าไวน์จากต่างประเทศมีมูลค่าหลายร้อยล้านบาทต่อปีทั้งที่ประเทศไทยก็สามารถผลิตไวน์ได้เองเพราะมีผลไม้มากมายหลายชนิดที่มีตลอดทั้งปี
ซึ่งการผลิตไวน์ก็เป็นแนวทางหนึ่งในการแปรรูปผลไม้ที่มีมากจนล้นตลาดอีกทั้งยังเป็นการสร้างมูลค่าให้กับผลไม้สูงขึ้น ทั้งนี้การเลือกผลไม้ในผลิตไวน์นั้นจะต้องคำนึงถึงความเป็นกรดของผลไม้แต่ละชนิดเพราะมีกรดที่แตกต่างกันโดยที่ผลไม้ที่จะนำมาผลิตไวน์ต้องมีกรดในปริมาณที่เหมาะสม ประมาณ 0.5 – 0.7 % ระดับความเป็นกรด-ด่าง ระหว่าง 3.3 – 4.5 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของไวน์
สำหรับชนิดของไวน์สามารถจำแนกออกได้ป็นดังนี้
1.ไวน์โต๊ะ ที่ทำจากน้ำองุ่นหมักตามธรรมชาติหรืออาจเติมน้ำตาลหรือยีสต์ลงไป แอลกอฮอล์ในไวน์มีตั้งแต่ร้อยละ7-15
2.ไวน์แรง เป็นเหล้าองุ่นปริมาณแอลกอฮอล์ร้อยละ 16-23โดยการเติมแอลกอฮอล์ในระหว่างการผลิต
3.ไวน์ซ่าหรือเหล้าองุ่นอัดลม ได้แก่ แชมเปญ เหล้าองุ่นอัดลมมักเป็นเหล้าองุ่นขาวมีปริมาณแอกลกอฮอล์ใกล้เคียงกับไวน์โต๊ะ ที่มีความซ่าเกิดจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
4.ไวน์ปรุงแต่งที่นำมาปรุงแต่งรสด้วยเครื่องเทศ สมุนไพร และผลไม้เพื่อให้ได้รสชาติและกลิ่นเฉพาะตัว

สำหรับการผลิตไวน์เพื่อให้ได้คุณภาพของไวน์ที่ดีคือ น้ำผลไม้และยีสต์ เพราะยีสต์จะเปลี่ยนน้ำตาลในน้ำผลไม้ให้เป็นแอลกอฮอล์
จะเห็นได้ว่าไวน์ ถือเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากสภาพสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงไป รสนิยมแบบตะวันตกที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น รวมทั้งผู้คนมีรสนิยมในการดื่มไวน์มากขึ้น จากเมื่อก่อนไวน์จะอยู่เฉพาะในกลุ่มคนไม่มากนัก อย่างเช่น นักธุรกิจหรือผู้ที่ชอบดื่มไวน์เท่านั้น เมื่อสังคมเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงจึงมีร้านไวน์ ที่ต้องการเสริมอรรถรสในการดื่มไวน์ ตามรสนิยมของผู้คนทุกประเภทมากขึ้น

ความนิยมดื่มไวน์ผลไม้คุณภาพเยี่ยม

ไวน์ กำลังเป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจากผู้ประกอบการไทย เพราะเรามีแหล่งวัตถุดิบ ผลไม้ท้องถิ่นรสชาติแสนอร่อยกระจายอยู่ทุกภูมิภาค ซึ่งการจะประสบความสำเร็จจากธุรกิจนี้นั้นต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง นอกจากความเชี่ยวชาญในการผลิตแล้ว ยังต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องภาษีอย่างถูกต้องด้วย ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการนำเข้าหรือผลิตเพื่อจำหน่ายทั้งในไทยและต่างประเทศ ล้วนเป็นวงจรที่เกี่ยวข้องกับภาษีทั้งสิ้น ไวน์เป็นเครื่องดื่มที่ได้จากการหมักผลไม้ เช่น องุ่นทำให้เกิดแอลกอฮอล์ผสมอยู่ ไวน์มีต้นกำเนิดในศตวรรษที่ 19 เมื่อมีการค้นพบว่าเชื้อราขนาดเล็กหรือยีสต์ สามารถเปลี่ยนน้ำตาลในผลไม้ให้เป็นแอลกอฮอล์ได้โดยมีปฏิกิริยาค่อนข้างซับซ้อน ผลไม้ที่นำมาผลิตเป็นไวน์ในยุกแรกคือองุ่น เนื่องจากการหมักน้ำองุ่นให้เป็นไวน์นั้นเป็นกระบวนการทางธรรมชาติ

การผลิตไวน์ผลไม้

โดยทั่วไปเริ่มจากการเตรียมน้ำผลไม้ โดยต้องแยกเอาวัตถุดิบที่เสียหรือมีตำหนิ แยกส่วนก้านใบและเมล็ดออก คงเหลือไว้แต่น้ำผลไม้ เนื้อผลไม้ เปลือก การบีบคั้นอาจจะใช้วิธีธรรมดาหรือใช้ความร้อนเข้าช่วย น้ำผลไม้ที่ได้จะนำมาเตรียมเพื่อผสมส่วนอื่นต่อไป ควรเก็บในภาชนะที่สะอาดและมีฝาปิดมิดชิด การผลิตไวน์ที่ดีควรมีการตรวจสอบปริมาณน้ำตาล และกรดในวัตถุดิบที่จะนำมาผลิตเสียก่อน เพราะผลไม้แต่ละชนิดในแต่ละฤดูกาลจะมีองค์ประกอบของน้ำตาลและกรดที่แตกต่างกัน ระดับความหวานถ้ามากหรือน้อยเกินไปจะมีผลต่อการเจริญเติบโตของเชื้อยีสต์

การบ่มไวน์ในถังไม้โอ๊กจะนิยมมากสำหรับไวน์บางชนิด

เนื่องจากไม้จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สี กลิ่น รสชาติและความเข้มข้น กลิ่นที่ไม่ดีหรือไม่ต้องการก็จะถูกดูดซึมโดยถังไม้โอ๊ก และระเหยไปทางรูพรุนของไม้โดยอากาศรอบๆ ถังไม้โอ๊ก ไวน์บางชนิดนิยมเก็บบ่มในถังไม้ใหม่เพื่อให้มีสี กลิ่นรสที่เข้มข้นกว่าการบ่มในถังไม้เก่า ดังนั้นผู้ผลิตไวน์บางแห่งจึงนิยมนำถังไวน์ที่ใช้แล้วมาไสเอาผิวเนื้อไม้ด้านในถังออก หลังจากใช้งานมาหลายปี เพื่อให้ไวน์ได้สัมผัสกับเนื้อไม้ใหม่ที่จะให้รสฝาดกับไวน์มากขึ้น รสฝาดจากเนื้อไม้จะนุ่มนวลกว่ารสฝาดของเปลือกองุ่น และทำให้ไวน์เข้มข้นขึ้น

การบ่มไวน์จะทำให้ไวน์มีกลิ่นรสและคุณภาพที่ดีขึ้นถึงระดับหนึ่งเท่านั้น ขึ้นอยู่กับชนิดของไวน์หลังจากนั้นไวน์จะเริ่มเสื่อมคุณภาพได้จาการเปลี่ยนแปลงทางเคมีเมื่อสัมผัสกับอากาศ ระยะเวลาในการเก็บบ่มไวน์แต่ละชนิดจะแตกต่างกันไวน์ส่วนใหญ่จะเก็บบ่มเพียงในช่วงฤดูหนาวประมาณ 2-3 เดือน และจะบรรจุขวดในฤดูใบไม้ผลิ เช่น ไวน์ขาว และโรเซ่ไวน์ แต่ไวน์บางชนิดอาจเก็บบ่มเป็นเวลาหลายปี เช่น ไวน์ที่มีกลิ่นและรสชาติมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นไวน์แดง หรือไวน์ขาวบางชนิดที่ต้องการให้คุณภาพที่ดี และสามารถเก็บได้นาน

ความต้องการบริโภคสินค้าหรือบริการของผู้บริโภคแต่ละรายจะมีความแตกต่างกัน